ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน คำนวณยังไง — สูตร ตัวอย่าง และหน้าที่นายจ้าง ปี 2569
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน คือภาษีที่นายจ้างต้อง หักไว้ล่วงหน้า จากเงินเดือนพนักงานทุกครั้งที่จ่าย แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนพนักงาน ตัวเลขที่หักไม่ได้มาจากการเอาเงินเดือนคูณเปอร์เซ็นต์ แต่มาจากการ ประมาณภาษีทั้งปีแล้วเฉลี่ยเป็นรายเดือน — หน้านี้อธิบายสูตรทีละขั้น ยกตัวอย่างจริง 7 กรณีที่ HR เจอบ่อย และสรุปหน้าที่ กำหนดเวลา และบทลงโทษที่นายจ้างต้องรู้
สรุปใน 30 วินาที
ประมาณเงินได้ทั้งปี → หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) → หักค่าลดหย่อน → ได้เงินได้สุทธิ → คิดภาษีขั้นบันได → หารจำนวนเดือนที่ทำงาน = ยอดหัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน → นำส่งด้วย ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ถึงวันที่ 15)
หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร และทำไมนายจ้างต้องเป็นคนหัก
ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (1) กำหนดให้ ผู้จ่ายเงินได้ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง (เงินได้ตามมาตรา 40 (1)) มีหน้าที่หักภาษีไว้ทุกครั้งที่จ่าย แนวคิดคือให้รัฐเก็บภาษีทีละน้อยตลอดปี แทนที่จะรอเก็บก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี และเพื่อให้พนักงานไม่ต้องควักเงินก้อนตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.91
สิ่งที่ HR ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ภาษีที่หักเป็นเพียง "ยอดประมาณการ" ภาษีจริงจะรู้ตอนพนักงานยื่นแบบสิ้นปี ถ้าหักไว้เกิน พนักงานขอคืนได้ ถ้าหักไว้ขาด พนักงานจ่ายเพิ่ม เป้าหมายของนายจ้างจึงคือ หักให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด ไม่ใช่หักให้มากไว้ก่อน
สูตรคำนวณ 6 ขั้น
- ประมาณเงินได้ทั้งปี — เงินเดือน × จำนวนเดือนที่จะจ่ายในปีภาษีนี้ + เงินได้ประจำอื่น (ค่าตำแหน่ง ค่าล่วงเวลา) + โบนัสที่จ่ายจริง
- หักค่าใช้จ่าย — 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน — ส่วนตัว 60,000 · ประกันสังคมตามที่หักจริง · กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ · และรายการที่พนักงานแจ้งในแบบ ล.ย.01 (คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต ฯลฯ)
- เงินได้สุทธิ = เงินได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน
- ภาษีทั้งปี — นำเงินได้สุทธิเข้าตารางขั้นบันได
- ยอดหักต่อเดือน = ภาษีทั้งปี ÷ จำนวนเดือนที่จ่าย
ขั้นที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือขั้นแรก — "จำนวนเดือนที่จะจ่ายในปีนี้" ไม่ใช่ 12 เสมอไป พนักงานเข้าใหม่เดือนกรกฎาคมมีเงินได้จากนายจ้างรายนี้แค่ 6 เดือน ถ้าไปคูณ 12 จะประมาณเงินได้สูงเกินจริงและหักภาษีเกิน (ดูตัวอย่าง D ด้านล่าง)
ตารางอัตราภาษีขั้นบันได
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็น อัตราก้าวหน้า — เงินได้สุทธิถูกแบ่งเป็นช่วง แต่ละช่วงคิดอัตราของตัวเอง ไม่ใช่เอาอัตราสูงสุดมาคูณทั้งก้อน คอลัมน์ขวาสุดคือภาษีสะสมเมื่อเงินได้สุทธิเต็มช่วงนั้นพอดี ใช้เป็นทางลัดเช็คคำตอบได้
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตรา | ภาษีในช่วงนี้ | ภาษีสะสมถึงเพดานช่วง |
|---|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น | 0 | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 | 27,500 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 | 65,000 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 | 115,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 | 365,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 | 1,265,000 |
| เกิน 5,000,000 | 35% | — | — |
ตัวอย่าง A: เงินเดือน 30,000 บาท คิดทีละบรรทัด
พนักงานโสด เงินเดือน 30,000 บาท ทำงานเต็มปี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
| ขั้น | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินได้ทั้งปี (30,000 × 12) | 360,000 |
| หัก ค่าใช้จ่าย 50% (ชนเพดาน 100,000) | − 100,000 |
| หัก ลดหย่อนส่วนตัว | − 60,000 |
| หัก ประกันสังคม (875 × 12) | − 10,500 |
| เงินได้สุทธิ | 189,500 |
| 150,000 แรก — ยกเว้น | 0 |
| ส่วนที่เกิน 39,500 × 5% | 1,975 |
| ภาษีทั้งปี | 1,975 |
| หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน (÷ 12) | 164.58 |
สังเกตว่าเงินเดือน 30,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 5% ของ 360,000 = 18,000 บาท อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เสียเพียง 1,975 บาททั้งปี เพราะอัตรา 5% ใช้กับส่วนที่เกิน 150,000 เท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี อ่านต่อได้ที่ เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเสียภาษี — ตารางคำนวณปี 2569
ตัวอย่างที่ซับซ้อนขึ้น: กสล. โบนัส ค่าตำแหน่ง โอที
ชีวิตจริงพนักงานไม่ได้มีแค่เงินเดือน ตารางนี้ใช้สูตรเดียวกันเป๊ะ เปลี่ยนแค่ตัวเลขที่ใส่เข้าไป ทุกแถวคนโสด ไม่มีลดหย่อนอื่น
| กรณี | เงินได้/ปี | หักรวม | สุทธิ | ภาษี/ปี | หัก/เดือน |
|---|---|---|---|---|---|
| B 45,000 + กสล. 3% | 540,000 | 186,700 | 353,300 | 12,830 | 1,069.17 |
| C = B + โบนัส 45,000 | 585,000 | 186,700 | 398,300 | 17,330 | 1,444.17 |
| F 60,000 + ค่าตำแหน่ง 5,000/เดือน | 780,000 | 170,500 | 609,500 | 43,925 | 3,660.42 |
| G 25,000 + โอทีเฉลี่ย 3,000/เดือน | 336,000 | 170,500 | 165,500 | 775 | 64.58 |
B — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดภาษีได้
เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3% ของ 540,000 = 16,200 บาท นำมาหักลดหย่อนได้ทั้งจำนวน (เพดาน 15% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 500,000) ทำให้เงินได้สุทธิลดจาก 369,500 เหลือ 353,300 ประหยัดภาษีไป 1,620 บาทต่อปี — เท่ากับ 10% ของเงินที่สะสม เพราะเงินได้สุทธิของคนนี้อยู่ในช่วง 10%
C — โบนัสต้องคิดใหม่ทั้งปี ไม่ใช่หักเปอร์เซ็นต์คงที่
พอมีโบนัส 45,000 บาท เงินได้ทั้งปีขยับจาก 540,000 เป็น 585,000 ภาษีทั้งปีเพิ่มจาก 12,830 เป็น 17,330 ส่วนต่าง 4,500 บาทคือภาษีของโบนัสก้อนนี้ (45,000 × 10% เพราะยังอยู่ในช่วง 10%) วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือหักส่วนต่างนี้ในเดือนที่จ่ายโบนัส แล้วเดือนอื่นหักตามอัตราปกติ ไม่ใช่เอา 4,500 ไปเกลี่ยเพิ่มทุกเดือน
F — เงินได้ประจำนับรวมทุกเดือน
ค่าตำแหน่ง 5,000 บาทที่จ่ายทุกเดือนคือเงินได้ประจำ ต้องคูณ 12 เข้าไปด้วย เงินได้ทั้งปีจึงเป็น 780,000 ไม่ใช่ 720,000 เงินได้สุทธิ 609,500 ตกอยู่ในช่วง 15% แล้ว ภาษีเดือนละ 3,660 บาท — ถ้าลืมนับค่าตำแหน่ง จะหักขาดไปเดือนละกว่า 700 บาท พนักงานต้องจ่ายเพิ่มตอนสิ้นปี
G — โอทีดันคนที่ไม่เคยเสียภาษีให้เริ่มเสีย
เงินเดือน 25,000 บาทเฉย ๆ ไม่เสียภาษี (สุทธิ 129,500) แต่พอมีโอทีเฉลี่ยเดือนละ 3,000 เงินได้สุทธิกลายเป็น 165,500 เกินเกณฑ์ไป 15,500 บาท เสียภาษี 775 บาทต่อปี หรือเดือนละ 64.58 บาท จำนวนเล็กน้อยแต่ นายจ้างต้องหัก เพราะถ้าไม่หักเลยแล้วพนักงานมีภาษีต้องเสีย นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบ
ตัวอย่าง D: เข้างานกลางปี หรือลาออกกลางปี
พนักงานเงินเดือน 45,000 บาท เริ่มงาน 1 กรกฎาคม จะได้เงินจากนายจ้างรายนี้ 6 เดือนในปีภาษีนี้
| ขั้น | คูณ 12 (ผิด) | คูณ 6 (ถูก) |
|---|---|---|
| เงินได้ทั้งปีจากนายจ้างนี้ | 540,000 | 270,000 |
| หัก ค่าใช้จ่าย | − 100,000 | − 100,000 |
| หัก ลดหย่อนส่วนตัว | − 60,000 | − 60,000 |
| หัก ประกันสังคม | − 10,500 | − 5,250 |
| เงินได้สุทธิ | 369,500 | 104,750 |
| ภาษีทั้งปี | 14,450 | 0 |
| หักต่อเดือน | 1,204.17 | 0 |
ต่างกันเดือนละ 1,204 บาท คูณ 6 เดือนคือหักเกินไป 7,225 บาท ที่พนักงานต้องรอขอคืนปีหน้า วิธีที่ถูกคือประมาณจากเดือนที่จ่ายจริง ส่วนเงินได้จากนายจ้างเดิม (ม.ค.–มิ.ย.) พนักงานเป็นคนนำไปรวมยื่นเองตอนสิ้นปี ไม่ใช่หน้าที่ของนายจ้างใหม่
ลาออกกลางปีก็คิดแบบเดียวกันแต่กลับด้าน คนที่ลาออกสิ้นเดือนมิถุนายนมีเงินได้ 6 เดือน ถ้าต้นปีประมาณไว้ 12 เดือน สลิปงวดสุดท้ายควรคำนวณใหม่ด้วย 6 เดือน แล้วหัก (หรือหยุดหัก) ให้ตรงกับความจริง
ตัวอย่าง E: ค่าลดหย่อนที่นายจ้างใช้ได้ (แบบ ล.ย.01)
พนักงานเงินเดือน 45,000 บาท มีคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้และบุตร 1 คน กรอกแบบ ล.ย.01 แจ้งนายจ้างไว้
| รายการ | ไม่แจ้ง ล.ย.01 | แจ้ง ล.ย.01 |
|---|---|---|
| เงินได้ทั้งปี | 540,000 | 540,000 |
| ค่าใช้จ่าย + ส่วนตัว + ประกันสังคม | − 170,500 | − 170,500 |
| คู่สมรสไม่มีเงินได้ | — | − 60,000 |
| บุตร 1 คน | — | − 30,000 |
| เงินได้สุทธิ | 369,500 | 279,500 |
| ภาษีทั้งปี | 14,450 | 6,475 |
| หักต่อเดือน | 1,204.17 | 539.58 |
ต่างกันเดือนละ 665 บาท ปีละเกือบ 8,000 บาท ถ้าพนักงานไม่แจ้ง นายจ้างก็หักตามสิทธิ์พื้นฐาน พนักงานได้เงินคืนปีหน้าก็จริง แต่เสียสภาพคล่องไปทั้งปี HR ควรให้พนักงานกรอก ล.ย.01 ตั้งแต่วันเข้างาน และทบทวนทุกต้นปี รายการที่ใส่ได้เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค
ตารางอ้างอิง: เงินเดือนเท่านี้ หัก ณ ที่จ่ายเดือนละเท่าไหร่
ตารางนี้ตอบคำถามที่ HR โดนถามบ่อยที่สุด ใช้ได้ทันทีกับพนักงานโสด ทำงานเต็มปี ไม่มีลดหย่อนอื่น ไม่มีกองทุน ไม่มีโบนัส แถวสีเขียวคือยังไม่ถึงเกณฑ์ ถ้าพนักงานมีลดหย่อนเพิ่ม ยอดจริงจะต่ำกว่านี้ ถ้ามีโบนัสหรือโอที ยอดจริงจะสูงกว่านี้
| เงินเดือน | เงินได้/ปี | เงินได้สุทธิ | ภาษี/ปี | หัก ณ ที่จ่าย/เดือน |
|---|---|---|---|---|
| 20,000 | 240,000 | 69,500 | 0 | ไม่หัก |
| 25,000 | 300,000 | 129,500 | 0 | ไม่หัก |
| 30,000 | 360,000 | 189,500 | 1,975 | 164.58 |
| 35,000 | 420,000 | 249,500 | 4,975 | 414.58 |
| 40,000 | 480,000 | 309,500 | 8,450 | 704.17 |
| 50,000 | 600,000 | 429,500 | 20,450 | 1,704.17 |
| 60,000 | 720,000 | 549,500 | 34,925 | 2,910.42 |
| 70,000 | 840,000 | 669,500 | 52,925 | 4,410.42 |
| 80,000 | 960,000 | 789,500 | 72,900 | 6,075.00 |
| 100,000 | 1,200,000 | 1,029,500 | 122,375 | 10,197.92 |
| 120,000 | 1,440,000 | 1,269,500 | 182,375 | 15,197.92 |
| 150,000 | 1,800,000 | 1,629,500 | 272,375 | 22,697.92 |
จุดที่น่าสนใจคือ ภาษีไม่ได้โตตามเงินเดือนแบบเส้นตรง เงินเดือน 30,000 หัก 165 บาท พอ 60,000 (สองเท่า) หัก 2,910 บาท (เกือบ 18 เท่า) เพราะเงินได้สุทธิของคนเงินเดือน 60,000 ไต่ขึ้นไปถึงช่วง 15% แล้ว นี่คือธรรมชาติของอัตราก้าวหน้า และเป็นเหตุผลว่าทำไมการขึ้นเงินเดือนถึงทำให้ยอดหักกระโดดมากกว่าที่พนักงานคาด
ตัวอย่าง H: ขึ้นเงินเดือนกลางปี ต้องคำนวณใหม่
พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ขึ้นเป็น 36,000 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ครึ่งปีแรกหักไว้เดือนละ 164.58 บาทตามเงินเดือนเดิม พอเงินเดือนเปลี่ยน เงินได้ทั้งปีก็เปลี่ยน ภาษีทั้งปีจึงต้องคิดใหม่ แล้ว เอาส่วนที่หักไปแล้วมาลบออก ก่อนเฉลี่ยลงเดือนที่เหลือ
| ขั้น | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินได้ทั้งปี (30,000 × 6) + (36,000 × 6) | 396,000 |
| หัก ค่าใช้จ่าย + ส่วนตัว + ประกันสังคม | − 170,500 |
| เงินได้สุทธิ | 225,500 |
| ภาษีทั้งปี (75,500 × 5%) | 3,775.00 |
| หักไปแล้ว ม.ค.–มิ.ย. (164.58 × 6) | − 987.48 |
| เหลือต้องหัก ก.ค.–ธ.ค. | 2,787.52 |
| หักต่อเดือนครึ่งปีหลัง (÷ 6) | 464.59 |
ถ้าไม่คำนวณใหม่แล้วหักตามเงินเดือนใหม่แบบเริ่มต้นปี (36,000 × 12 = 432,000 → ภาษีทั้งปี 5,575 → เดือนละ 464.58) ตัวเลขจะใกล้กันโดยบังเอิญในเคสนี้ แต่ถ้าขึ้นเงินเดือนตอนเดือนตุลาคม หรือขึ้นก้าวกระโดด ผลจะต่างกันมาก หลักคือ ทุกครั้งที่เงินได้ทั้งปีเปลี่ยน ให้คำนวณใหม่ทั้งปีแล้วหักส่วนต่าง
พนักงานรายวัน คิดหัก ณ ที่จ่ายยังไง
พนักงานรายวันใช้สูตรเดียวกันทุกขั้น ต่างแค่วิธีประมาณเงินได้ต่อเดือน = ค่าจ้างต่อวัน × จำนวนวันทำงานต่อเดือน แล้วคูณเดือนที่ทำงานเหมือนเดิม ประกันสังคมก็คิดจากค่าจ้างจริงในเดือนนั้น
| ค่าจ้าง/วัน × 26 วัน | เงินได้/ปี | ประกันสังคม/ปี | เงินได้สุทธิ | หัก/เดือน |
|---|---|---|---|---|
| 400 บาท (10,400/เดือน) | 124,800 | 6,240 | 0 | ไม่หัก |
| 600 บาท (15,600/เดือน) | 187,200 | 9,360 | 24,240 | ไม่หัก |
ค่าจ้างรายวัน 600 บาท ทำงาน 26 วันต่อเดือน มีเงินได้ 187,200 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่าย 93,600 (50% ยังไม่ชนเพดาน) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และประกันสังคม 9,360 เหลือเงินได้สุทธิ 24,240 บาท ห่างจากเกณฑ์ 150,000 อยู่มาก พนักงานรายวันส่วนใหญ่จึงไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เพราะเงินได้เกิน 120,000
ระวังจำนวนวัน พนักงานรายวันที่ทำโอทีเยอะหรือทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์อาจไต่ข้ามเกณฑ์ได้ ให้ประมาณใหม่ทุกครั้งที่ค่าจ้างจริงต่อเดือนสูงกว่าที่ตั้งสมมติฐานไว้ต่อเนื่อง
กิจวัตรของ HR: ทำอะไรตอนไหน
วันเข้างาน
- เก็บแบบ ล.ย.01 (แจ้งรายการลดหย่อน) พร้อมสำเนาเอกสารประกอบ
- บันทึกวันเริ่มงาน เงินเดือน ประเภทการจ้าง (รายเดือน / รายวัน) และอัตราสะสมกองทุน
- ประมาณเงินได้ทั้งปีจาก เดือนที่เหลือในปีภาษีนี้ ไม่ใช่ 12
ทุกงวดจ่าย
- บวกโอที เบี้ยเลี้ยง และโบนัสของเดือนนั้นเข้าประมาณการ ถ้าเงินได้ทั้งปีขยับให้คำนวณใหม่
- หักยอดรายเดือนและแสดงในสลิปเป็นบรรทัดแยกชัดเจน
- เก็บยอดสะสมภาษีที่หักไว้รายคน — ต้องใช้ตอนออก 50 ทวิ
ภายในวันที่ 7 (ออนไลน์ 15) ของเดือนถัดไป
- ยื่น ภ.ง.ด.1 รายชื่อพนักงานที่ถูกหัก พร้อมนำส่งยอดรวม
- พนักงานที่หักเป็นศูนย์ ให้ตรวจแนวปฏิบัติล่าสุดของกรมสรรพากรว่าต้องแสดงรายชื่อหรือไม่
สิ้นปี
- กระทบยอด: ภาษีที่หักสะสมรายคนในระบบ = ยอดรวมใน ภ.ง.ด.1 ทั้ง 12 เดือน = ตัวเลขใน 50 ทวิ ของคนนั้น
- ออก 50 ทวิ ให้พนักงานทุกคนภายใน 15 กุมภาพันธ์
- ยื่น ภ.ง.ด.1ก (สรุปทั้งปี) ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์
- ให้ทุกคนอัปเดต ล.ย.01 สำหรับปีใหม่
อธิบายให้พนักงานเข้าใจสลิปของตัวเอง
คำถามที่ HR ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "ทำไมเดือนนี้โดนหักไม่เท่าเดือนที่แล้ว" คำตอบมีอยู่ไม่กี่แบบ และทุกแบบมาจากสูตรด้านบน
| พนักงานถาม | สาเหตุที่พบบ่อย |
|---|---|
| เดือนนี้โดนหักเยอะกว่าปกติ | เดือนนั้นมีโบนัส/โอที ระบบคำนวณภาษีทั้งปีใหม่แล้วหักส่วนต่างในเดือนที่จ่าย (ตัวอย่าง C) |
| ปีก่อนไม่เคยโดนหัก ปีนี้โดน | ขึ้นเงินเดือนหรือมีเงินได้ประจำเพิ่ม เงินได้สุทธิเลยข้าม 150,000 (ตัวอย่าง G) |
| เพื่อนเงินเดือนเท่ากันแต่โดนหักน้อยกว่า | เพื่อนแจ้ง ล.ย.01 มีคู่สมรส บุตร หรือประกันชีวิต (ตัวอย่าง E) |
| เข้างานกลางปีแต่โดนหักเหมือนทำเต็มปี | ประมาณเงินได้ผิดด้วยการคูณ 12 — ต้องแก้และคืนส่วนที่หักเกินในงวดถัดไป (ตัวอย่าง D) |
| เดือนสุดท้ายก่อนลาออกโดนหักไม่เหมือนเดิม | ระบบคำนวณใหม่ตามเดือนที่ทำงานจริง ยอดอาจลดลงหรือเป็นศูนย์ |
ถ้าโปรแกรมเงินเดือนแสดง "วิธีคำนวณภาษี" ทีละบรรทัดได้ HR แค่เปิดให้พนักงานดู ไม่ต้องอธิบายเอง และไม่ต้องกลัวตอบผิด
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย 5 ข้อ
"หัก 5% ของเงินเดือนก็จบ"
ไม่มีอัตราคงที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนต้องใช้วิธีประมาณทั้งปีเท่านั้น ถ้าหัก 5% ตายตัว เงินเดือน 30,000 จะโดนหักเดือนละ 1,500 แทนที่จะเป็น 165 ส่วนคนเงินเดือนสูงจะโดนหักน้อยกว่าที่ควร
"เงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 ไม่ต้องยื่นภาษี"
ไม่เสียภาษีกับไม่ต้องยื่นเป็นคนละเรื่อง คนโสดที่มีเงินได้จากการจ้างเกิน 120,000 บาทต่อปี (สมรสเกิน 220,000) ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 แม้ภาษีจะเป็นศูนย์
"โบนัสหักภาษีแยกในอัตราคงที่"
โบนัสคือเงินได้ 40 (1) เหมือนเงินเดือน ต้องบวกเข้าเงินได้ทั้งปีแล้วคำนวณภาษีใหม่ ดูตัวอย่าง C
"พนักงานไม่แจ้งลดหย่อน ก็เรื่องของเขา"
ทางกฎหมายถูก แต่ในทางปฏิบัติแพง หักเกินแปลว่าพนักงานไม่พอใจและต้องทำเรื่องขอคืน การเก็บ ล.ย.01 ใช้เวลาห้านาทีแต่ตัดปัญหาทั้งหมด
"ไม่หักเลยก็ได้ ให้พนักงานไปจัดการเองสิ้นปี"
มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ร่วมรับผิดในภาษีที่ควรหักไว้ ถ้าไม่หัก สรรพากรเรียกเก็บจากนายจ้างได้
หน้าที่นายจ้างหลังหักภาษี: ยื่นอะไร เมื่อไหร่
| หน้าที่ | แบบ | กำหนด |
|---|---|---|
| นำส่งภาษีที่หักไว้ทุกเดือน | ภ.ง.ด.1 | ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ถึงวันที่ 15) |
| สรุปยอดทั้งปีรายคน | ภ.ง.ด.1ก | ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป |
| ออกหนังสือรับรองให้พนักงาน | 50 ทวิ | ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนหลังออกจากงาน |
| เก็บหลักฐานลดหย่อน | ล.ย.01 | เก็บไว้ที่นายจ้าง ไม่ต้องส่งสรรพากร แต่ต้องแสดงได้เมื่อถูกตรวจ |
รายละเอียดการกรอกแต่ละแบบและตัวอย่างเอกสาร อ่านต่อได้ที่ 50 ทวิ และ ภ.ง.ด.1 คืออะไร ยื่นเมื่อไหร่
ถ้านำส่งช้าหรือไม่ครบ
- เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่นำส่งไม่ครบ เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน สูงสุดไม่เกินจำนวนภาษี
- ค่าปรับอาญา ฐานไม่ยื่นแบบภายในกำหนด
- ร่วมรับผิด — ถ้าไม่ได้หักไว้เลย นายจ้างต้องรับผิดในภาษีนั้นร่วมกับพนักงาน (มาตรา 54)
ให้โปรแกรมคิดให้ แล้วตรวจแค่ปลายทาง
ทุกตัวเลขในหน้านี้คำนวณด้วยเครื่องคำนวณตัวเดียวกับที่ใช้ใน eSimPayroll — ระบบประมาณเงินได้ทั้งปีจากเดือนที่ทำงานจริง (เข้าใหม่กลางปีก็นับถูก) บวกเงินได้ประจำและโบนัสให้ หักประกันสังคมและกองทุนตามที่หักจริง ใช้รายการลดหย่อนที่บันทึกไว้ในข้อมูลพนักงาน แล้วแสดง "วิธีคำนวณภาษี" ทีละบรรทัดให้กดดูได้ทุกงวด ออก ภ.ง.ด.1 และ 50 ทวิ พร้อมยื่น
ลองใส่ตัวเลขของคุณเอง
เพิ่มพนักงาน ใส่เงินเดือนกับวันเริ่มงาน ยอดหัก ณ ที่จ่ายของเดือนนี้จะขึ้นทันทีพร้อมวิธีคิดครบทุกบรรทัด ทดลองฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
🧮 อยากรู้ตัวเลขของตัวเอง? ใช้ เครื่องคำนวณภาษีเงินเดือนฟรี ใส่เงินเดือนและค่าลดหย่อน รู้ผลทันที
แหล่งอ้างอิงทางการ
อัตราและเกณฑ์อาจเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงาน ตรวจสอบฉบับล่าสุดก่อนใช้ยื่นจริง
คำถามที่พบบ่อย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนคิดจากอะไร
คิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี ไม่ใช่จากเงินเดือนตรง ๆ นายจ้างต้องประมาณเงินได้ทั้งปีของพนักงาน หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ไม่เกิน 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนที่พนักงานแจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 นำเงินได้สุทธิที่เหลือเข้าตารางอัตราก้าวหน้า ได้ภาษีทั้งปี แล้วหารด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายเงินได้ เป็นยอดที่ต้องหักในแต่ละเดือน
เงินเดือน 30,000 บาท โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายเดือนละเท่าไหร่
ประมาณ 165 บาทต่อเดือน สำหรับคนโสดที่ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น เงินได้ทั้งปี 360,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และประกันสังคม 10,500 เหลือเงินได้สุทธิ 189,500 บาท เสียภาษีร้อยละ 5 เฉพาะส่วนที่เกิน 150,000 คือ 39,500 บาท เป็นภาษีทั้งปี 1,975 บาท หารสิบสองเดือนได้ 164.58 บาท
พนักงานเข้างานกลางปี คิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายยังไง
คิดจากเงินได้ที่จะได้รับจริงจากนายจ้างรายนี้ในปีภาษีนั้น ไม่ใช่คูณสิบสองเดือน เช่นเงินเดือน 45,000 บาท เข้างานเดือนกรกฎาคม มีเงินได้จากนายจ้างรายนี้ 6 เดือน คือ 270,000 บาท หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วเหลือเงินได้สุทธิ 104,750 บาท ยังไม่ถึง 150,000 จึงไม่ต้องหักภาษีเลย แต่พนักงานยังต้องนำเงินได้จากนายจ้างเดิมมารวมยื่นเองตอนสิ้นปี
โบนัสต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม
ต้องหัก โบนัสเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เหมือนเงินเดือน วิธีที่ถูกต้องคือนำโบนัสไปบวกกับเงินได้ทั้งปี คำนวณภาษีทั้งปีใหม่ แล้วหักส่วนต่างในเดือนที่จ่ายโบนัส ไม่ใช่หักร้อยละคงที่จากโบนัสตรง ๆ
นายจ้างต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อไหร่
ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 พร้อมนำส่งภาษีภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินได้ หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรจะได้ขยายเวลาถึงวันที่ 15 และเมื่อสิ้นปีต้องยื่นแบบสรุป ภ.ง.ด.1ก ภายในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ ให้พนักงานทุกคน
ถ้านำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายช้าจะโดนอะไร
ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งไม่ครบ เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน และอาจถูกปรับทางอาญาฐานไม่ยื่นแบบภายในกำหนด นอกจากนี้หากนายจ้างไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเลย นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบภาษีจำนวนนั้นกับพนักงานด้วย
พนักงานมีลดหย่อนเยอะ นายจ้างใช้ลดหย่อนตอนหัก ณ ที่จ่ายได้ไหม
ได้ พนักงานกรอกแบบ ล.ย.01 แจ้งรายการลดหย่อนเช่นคู่สมรส บุตร บิดามารดา เบี้ยประกันชีวิต ให้นายจ้างเก็บไว้ นายจ้างนำรายการเหล่านั้นมาหักตอนประมาณภาษีทั้งปี ยอดหักรายเดือนจึงใกล้เคียงภาษีจริงและพนักงานไม่ถูกหักเกินจนต้องรอขอคืนตอนสิ้นปี




